สำหรับคุณ

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ฤดูปลูกและวิธีปลูก   
ในประเทศไทยสามารถปลูกสับปะรดได้เกือบตลอดปี  ยกเว้นช่วงฝนตกหนักติดต่อหลายวัน  เพราะจะเกิดโรคเน่า  ควรเตรียมดินให้เสร็จในเดือนธันวาคม และปลูกในเดือนมกราคม-เมษายน  ซึ่งมีแสงแดดจ้าและไม่มีฝนชุก  แต่ดินยังมีความชุ่มชื้นเพียงพอแก่การเจริญเติบโตในระยะแรกอยู่   
การปลูกในฤดูฝนควรฝังหน่อให้เอียง 45 องศา  เพื่อป้องกันน้ำขังในยอด  ถ้าปลูกในฤดูแล้งฝังหน่อให้ตั้งตรง  หากมีเครื่องมือช่วยปลูกซึ่งเป็นเหล็กคล้ายมีดปลายแหลมช่วยเปิดหลุมจะทำให้สะดวกและรวดเร็วกว่าใช้จอบ  เฉลี่ยแล้วผู้ปลูก 1 คน  สามารถปลูกได้วันละ 5,000-7,000 หน่อ   
การปลูกส่วนใหญ่มักปลูกเป็นแถวคู่ฝังหน่อให้ลึก 15-20 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูกแตกต่างกันไป  ตามวัตถุประสงค์    
    
                                                                                                                                                                   การเตรียมดิน    
เนื่องจากสับปะรดเป็นพืชหลายฤดูกว่าจะรื้อแปลงปลูกใหม่กินเวลานานถึง 4-5 ปี  ซึ่งจะเก็บผลได้ถึง ครั้ง แต่การเก็บผลในรุ่นที่ 3  มักจะลดลงอย่างมากถ้าหากมีการปฏิบัติดูแลรักษาไม่เพียงพอ  จึงนิยมเก็บผลเพียง
2 ครั้ง  ก็รื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่  
ดังนั้นการเตรียมดินต้องเตรียมอย่างดี  การปรับระดับให้เรียบเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้ไม่มีน้ำท่วมขัง การไถดินให้ลึกจะช่วยให้การระบายน้ำและอากาศในดินเป็นไปอย่างสะดวก  เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติทุกครั้งที่รื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่  
การเตรียมดินสำหรับการปลูกสับปะรดนั้น  หากเป็นที่เปิดใหม่มักใช้รถไถดันรากไม้ใหญ่ ๆ  ให้โผล่ขึ้นมาแล้วจุดไฟเผา  ต่อจากนั้นไถดินให้ลึก 20-30 เซนติเมตร  ไถพรวนอีก 2-3 ครั้ง  จนซากต้นไม้ใบหญ้ากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปล่อยทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้เศษซากพืชเน่าสลายในดิน  แล้วปรับระดับให้เรียบเสมอ  แล้วจึงไถดินให้ลึกถึงระดับ 40-50 เซนติเมตร  เป็นการเปิดหน้าดินให้ลึกเพื่อระบายน้ำและอากาศ  
หากดินเป็นแปลงสับปะรดเก่า ใช้รถแทรกเตอร์ลากพรวน จานไถกลับไปมาจนต้นและใบแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไถกลบเศษต้นและใบสับปะรดนั้นลงในดินปล่อยเอาไว้สัก ระยะหนึ่งเพื่อให้เน่าเปื่อยเป็นอินทรีย์วัตถุและเป็นการปรับโครงสร้างของ ดินให้ดีขึ้น  แล้วจึงไถดินให้ลึก 40-50 เซนติเมตร และใช้พรวนจานไถอีกครั้งเมื่อใกล้ระยะเวลาที่จะปลูก
  
 
 
                                                                                                                                การชุบหน่อหรือจุกด้วยสารเคมีก่อนปลูก   
เป็นการลดอัตราการสูญเสียของต้น  อันเนื่องมาจากโรคยอดเน่าหรือต้นเน่า  ทั้งเป็นการประหยัดแรงงานและเวลาในการปลูกหน่อซ่อมแซมใหม่อีกด้วย  การชุบหน่ออาจทำได้โดยเครื่องจักรอัตโนมัติ  แต่เกษตรกรโดยทั่ว ๆ ไปอาจใช้ถัง 200 ลิตร  แล้วผ่าครึ่งถัง หรือสร้างบ่อซิเมนต์ขนาดย่อม ๆ  ใช้เป็นที่ชุบหน่อก็จะสะดวกยิ่งขึ้น   
สำหรับสารเคมีกันเชื้อรา และอัตราที่ใช้โดยเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง    มีดังนี้   
1. 
แคปตาโฟล  เช่น  ไดโฟลาแทน 80%  อัตรา 60-120   กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 86 กรัมต่อน้ำ 8.6 ลิตร  ชุบได้ 1,000 หน่อ   
2. 
ฟอสเอธิล อลูมินั่ม  เช่น  อาลีเอท อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร   
3.  
เมตาแลกซิล  เช่น  ริโดมิล อัตรา 30-45 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร   
ถ้าพบเพลี้ยแป้งมากับหน่อพันธุ์ควรผสมสารฆ่าแมลง มาลาไธออน อัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ลงไปในสารชุบหน่อพันธุ์ด้วยโดยจุ่มหน่อพันธุ์ให้ชุ่มก่อนปลูก  จุ่มนานประมาณ 3 นาที และถ้าปลูกไปแล้ว  หากมีฝนตกชุก  ควรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งฉีดซ้ำอีกทั่วทั้งแปลง  ในกรณีปลูกซ่อมหรือปลูกปริมาณน้อย  การชุบหน่อพันธุ์อาจจะสิ้นเปลือง  ใช้วิธีหยอดยอดก็ได้  โดยใช้อาลีเอท 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  ใช้หยอดยอดละ 50 ซีซี  หรือเต็มยอด  ให้ทำทันทีหลังจากปลูกสำเร็จสามารถป้อง                                                                                                                               พันธุ์ที่ปลูกมากในประเทศไทย   
พันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น พันธุ์  โดยถือตามลักษณะของต้นที่ได้ขนาดโตเต็มที่ และแข็งแรงสมบูรณ์เป็นบรรทัดฐานดังนี้คือ  
1.  พันธุ์ปัตตาเวีย    
พันธุ์นี้รู้จักแพร่หลายในนามสับปะรดศรีราชา และชื่ออื่น ๆ  เช่น  ปราณบุรีสามร้อยยอด  ปลูกกันมากเพื่อโรงงานอุตสาหกรรม  แหล่งปลูกที่สำคัญคือ ประจวบคีรีขันธ์  ชลบุรี  เพชรบุรี  ลำปาง และการปลูกกันทั่ว ๆ ไป เพื่อขายผลสด เพราะมีรสหวานฉ่ำมีน้ำมาก
ลักษณะทั่ว ๆ ไป
คือ มีใบสีเขียวเข้ม และเป็นร่องตรงกลางผิวใบด้านบนเป็นมันเงา  ส่วนใต้ใบจะมีสีออกเทาเงิน  ตรงบริเวณกลางใบมักมีสีแดงอมน้ำตาล  ขอบใบเรียบมีหนามเล็กน้อยบริเวณปลายใบ  กลีบดอกสีม่วงอมน้ำเงิน  ผลมีขนาดและรูปทรงต่างกันไป  มีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 2-6 กิโลกรัม  แต่โดยปกติทั่วไปประมาณ 2.5 กิโลกรัม  เปลือกผลเมื่อดิบสีเขียวคล้ำ  เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มทางด้านล่างของผลประมาณครึ่งผล  ก้านผลสั้นมีไส้ใหญ่เนื้อเหลืองอ่อนแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มในฤดูร้อน  รสชาติดี  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น